green and brown plant on water

ธรรมโอสถ

เวลาอ่าน : 3 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

เรื่อง ธรรมโอสถ

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

                  กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน  พร้อมกับความรู้สึกที่จิตกำหนดปล่อยวางขันธ์ ๕ ร่างกายความรู้สึกเชื่อมโยงในผัสสะความเกี่ยวเนื่องกับร่างกายปล่อยวาง  ผ่อนคลายเพื่อปล่อยวางกายเพื่อตัดขันธ์ ๕ ตัดร่างกาย ผ่อนคลายจนจิตเข้าสู่ความสงบ  ความสงบที่เกิดขึ้นจากการปล่อยวางร่างกาย เมื่อปล่อยวางร่างกายแล้วเราก็กำหนดทรงสภาวะใช้สติจดจ่ออยู่กับจินตภาพ เห็นกระแสมวลของอากาศที่เราหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม กระแสลมปราณกระแสลมหายใจเชื่อมโยงต่อเนื่องราบรื่นสม่ำเสมอ  สติติดตามดูติดตามรู้ในลมหายใจตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม  สอดประสานเชื่อมโยงกับลมหายใจ  ลมหายใจสงบละเอียดแผ่วเบา จิตยิ่งสงบยิ่งเข้าถึงความสบาย ลมหายใจสบายคืออุปจารสมาธิ  ลมหายใจยิ่งละเอียดราบรื่นจิตยิ่งมีความสุขจากความสงบจากสมาธิ ทรงสภาวะที่ลมหายใจละเอียดเบาสบายไว้ให้จิตชินกับอารมณ์จิตที่สงบเบาจากอานาปานสติ   ลมหายใจยิ่งสงบละเอียดจิตยิ่งเบาสบายสงบ  ลมหายใจหนักลมหายใจหยาบนั่นแปลว่าจิตมีความวิตกกังวล มีความทุกข์ ลมหายใจยิ่งละเอียดเบายิ่งส่งผลกับความสงบของสมาธิในระดับฌาน ลมยิ่งละเอียดเบายิ่งมีผลกับสุขภาพร่างกาย ลมที่ละเอียดเบาบ่งบอกเจ้าของลมหายใจว่าเป็นผู้ที่มีความละเอียดหรือหยาบ   คนที่มีปกติมีลมหายใจหยาบหนักฮึดฮัดบุคคลนั้นย่อมมีอารมณ์จิตที่รุ่มร้อนหงุดหงิดง่าย มีแต่เรื่องไม่สบายใจ  แต่คนที่เข้าถึงลมละเอียดย่อมง่ายต่อการเข้าสู่สภาวะของจิตที่ละเอียด  การปฏิบัติธรรมนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือความละเอียดของจิต ยิ่งละเอียดยิ่งเข้าใจธรรมะที่ลึกซึ้งแตกฉาน  คนที่อารมณ์หยาบย่อมยากที่จะเข้าถึงธรรมที่มีความละเอียดปราณีต  เรากำหนดรู้ในลมละเอียดสงบเบาสบาย  ทรงอารมณ์จิตสงบเบา

                  จากนั้นยกกำลังใจของเราฝึกจิตเข้าสู่สมาธิระดับฌาน  กำหนดใช้จิตตานุภาพหยุดจิตหยุดความคิดหยุดการปรุงแต่งหยุดในเอกัคคตารมณ์  หยุดในอุเบกขารมณ์ นิ่งหยุดสงบ เมื่อทรงสภาวะแห่งฌาน ๔ ในอานาปานสติได้ประคับประคองให้จิตทรงสภาวะเป็นวสีในการทรงฌานได้  จากอานาปานสติเราก็ต่อไปจากจุดที่หยุดนิ่งกำหนดกลายเป็นดวงแก้วสว่าง ดวงแก้วสว่างอุปจารสมาธิกลายเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง  ปฏิภาคนิมิตที่ปรากฏนี้ก็คือจิตประภัสสรทรงสภาวะเชื่อมโยงนิมิตเป็นหนึ่งเดียวกับจิต  จิตคือกสิณ กสิณคือจิต จิตเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง จิตใสสว่าง จิตมีฉัพพรรณรังสีรัศมีสีรุ้งสว่างกระจายออกมา ทรงสภาวะที่จิตของเราผ่องใสที่สุด  ฝึกที่จะประคับประคองทรงสภาวะให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้  วางอารมณ์เบาๆสบายๆจิตประภัสสร  เมื่อจิตประภัสสรแล้วเราก็กำหนดจิตต่อไปน้อมรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า  เห็นองค์พระสว่างเป็นเพชรประกายพรึก    กำหนดน้อมนึกรำลึกถึงพระพุทธองค์ ขอพุทธานุภาพมาสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับพุทธนิมิตในจิตของเรา  องค์พระสว่างเป็นเพชรระยิบระยับ  สว่างใจเอิบอิ่มปิติมีความนอบน้อมมีความเคารพ มีอารมณ์จิตที่ยอมมอบกายถวายชีวิตแด่พระรัตนตรัย  จิตมีความมั่นคงตั้งมั่นต่อพระรัตนตรัย จิตเข้าถึงไตรสรณคมน์อย่างแท้จริง  จิตมีความเอิบอิ่มดื่มด่ำทุกครั้งที่นึกถึงพระ  นึกถึงพระพุทธเจ้า จิตเชื่อมโยงอยู่กับพระพุทธองค์  จากนั้นกำหนดน้อมจิตอธิษฐาน ขอบารมีพระพุทธองค์ทรงสงเคราะห์ขอยกจิตข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน ขอองค์พระสว่างผ่องใส  สมเด็จพระจอมไตรศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม ขอพระองค์เมตตาเสด็จเป็นประธานท่ามกลางมหาสมาคมพระพุทธเจ้าทุกพระองค์พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์พระอรหันต์ทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน   กายของเราจงปรากฏเป็นกายแห่งพระวิสุทธิเทพสว่างผ่องใส  น้อมจิตกราบทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพานด้วยความเคารพด้วยความนอบน้อม  

                 จากนั้นกำหนดรู้ในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพพิจารณาว่าจิตของเรามีความเกาะ ความติด ความข้องอยู่กับกิเลสข้อใด อยู่กับโลก อยู่กับภพ อยู่กับบุคคล อยู่กับภาระหน้าที่ใด  กำหนดจิตค่อยๆปลดเปลื้องสิ่งที่ติดขัด ขัดข้องในใจนั้นออก ประดุจเราลอกคราบออก  คราบที่เป็นกิเลสลอกออกอย่างง่ายดาย ความเกาะในร่างกายขันธ์ ๕ ความเกาะในญาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูก เลือกลอกปอกให้สิ่งที่เกาะสิ่งที่เกี่ยว สิ่งที่เราห่วงปล่อยวางออกไปให้หมด ปล่อยวางลอกออกไปจากจิต ไม่มีห่วงไม่มีความอาลัยใดๆทั้งสิ้น   ความเข้าใจลึกซึ้งในธรรมของเราชัดเจน เราเพียงแค่ห่วงใครนั่นก็แปลว่าจิตของเราถูกล่ามไว้ให้มาพบมาเจอ มาเกิด ห่วงก็คือราหุล ห่วงก็คือเครื่องผูก เครื่องผูกเครื่องร้อยรัดจิตเราไว้กับสังสารวัฏ ยิ่งห่วงมากยิ่งเหมือนห่วงที่เป็นพันธนาการ มันก็รัดเราแน่น ห่วงผูกคอห่วงผูกมือห่วงผูกขาห่วงมัดตัว  ให้เราพิจารณาว่า  มนุษย์ปุถุชนทั่วไปถูกมัดถูกร้อยรัด ถูกพันธนาการไว้กับสังสารวัฏการเวียนว่ายตายเกิด  แต่อวิชชานั้นทำให้มืดบอดไม่รู้ตัวว่าถูกมัดถูกร้อยรัดไว้ เรามาปฏิบัติมีความเข้าใจในธรรมะมีความเข้าใจในการปฏิบัติมีความเข้าใจในเรื่องของจิต จิตเรานึกถึง เรานึกห่วง เรานึกอยากเรานึกอาลัยในสิ่งใดก็ตาม จิตเราก็พุ่ง จิตเราก็ถูกดึงดูดไปที่สิ่งนั้น จิตเรานึกเพียงแค่นึกเราก็ไปถึงภพนั้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราฝึกมโนมยิทธิได้มีความคล่องตัว เพียงแค่นึกแว๊บเดียวกายทิพย์มันก็ไปปรากฏอยู่ที่จุดนั้น ตอนนี้ให้เราลองดูว่าจริงมั้ย  เรานั่งสมาธิตอนนี้ กายทิพย์กายพระวิสุทธิเทพของเราอยู่บนพระนิพพาน  เราแค่นึกนิดเดียวนึกถึงพระอินทร์ท่าน จิตเราก็พุ่งไปอยู่หน้าแท่นกำพลศิลาอาสน์  ไหนๆไปแล้วเราก็กราบท่าน  แล้วก็เทียบอารมณ์ใจว่าอันนี้เราลองเฉยๆว่านึกถึง จิตกายทิพย์ก็มาถึง  แต่เราซักซ้อมดูอารมณ์ใจของเราขณะนี้ว่าเรามาถึงจริง  แต่จิตของเรานั้นยินดีหรือพึงพอใจกับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือพึงพอใจกับพระนิพพานมากกว่ากัน  จิตเรารู้สึกว่าที่ใดเป็นที่สุดของเรา  ตายไปจากชาตินี้ตายไปจากการมีร่างกายขันธ์ ๕ นี้  เราจะไปที่ใด  สวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือเราจะไปที่พระนิพพาน ให้เรากำหนดรู้ของเรา

                เมื่อกำหนดรู้แล้ว เราก็ยกกายพระวิสุทธิเทพมาที่พระนิพพาน  กำหนดน้อมจิต จิตสามารถไปในภพอื่นภูมิใดได้ทั้งหมด  ให้ลองไปที่เมืองบาดาลนาคนครท่านปู่ศรีสุทโธ    เราไปได้มั้ยเราไปก็ไปได้ทันที แต่ไปแล้วจิตเรายินดีมั้ย เรามากราบมาเยี่ยมท่านที่เป็นผู้ใหญ่ที่ท่านเคยดูแลเราสมัยที่เราเกิดเป็นพญานาค  แต่ถึงเวลาจิตเราให้เกิดเป็นพญานาคอีก เราก็ไม่เกิด เรากำหนดยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพานเหมือนเดิม  จากนั้นมากำหนดจิตต่อไปว่าสำหรับในส่วนที่อารมณ์ใจที่เราจัดไว้การปฏิบัติอธิษฐานบารมีที่เราตั้งไว้คือตายเมื่อไหร่เราขอไปพระนิพพาน  การฝึกฝนที่เราฝึกยกจิตขึ้นมาพระนิพพานบ่อยๆ ขึ้นมานานๆขึ้นมาต่อเนื่อง ขึ้นมาโดยทรงสภาวะ การทรงอารมณ์อยู่บนพระนิพพานได้นานๆ  แต่คราวนี้อีกสิ่งหนึ่งที่เราปฏิบัติ เรามาฝึกว่าในขณะที่เราอยู่บนโลกมนุษย์มีกายเนื้อเรายังไม่ตาย  แต่ในขณะที่เราใช้ชีวิตอยู่เป็นฆราวาสเป็นปุถุชนอยู่บนโลกมนุษย์  เราพบเจอทั้งคนดีคนชั่วได้พบทั้งกัลยาณมิตร  ได้พบทั้งผู้ที่มีจิตเป็นพาล  ถูกกระทบอารมณ์เป็นปกติ ถูกการว่าร้ายเป็นปกติ ถูกการกลั่นแกล้ง ถูกนินทาเป็นปกติ ถูกใส่ไฟใส่ความเป็นปกติ  สิ่งต่างๆเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบต่ออารมณ์จิตของเรา ทำให้จิตของเรานั้นมันมีความเศร้าหมอง  คราวนี้สิ่งที่มันเกิดในขณะที่เราอยู่นอกอารมณ์พระกรรมฐาน อยู่นอกอารมณ์การปฏิบัติ  สำหรับบุคคลที่ปฏิบัติจนมีความคล่องตัวทรงญาณเครื่องรู้ ทรงอารมณ์พระนิพพาน  ทรงภาพพระเป็นปกติ  ปฏิบัติจนถึงขั้นที่เกิด ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานคือจิตเกิดธาตุรู้ สิ่งใดกระทบก็มีธรรมปรากฏผุดรู้ขึ้นในจิตเพื่อแก้อารมณ์  บางคนก็ไปถึงขั้นนี้ อันนี้ก็สามารถวางอุเบกขาได้  ญาณเครื่องรู้หรือธัมมานุปัสสนาที่ผุดขึ้นในจิต  บางครั้งบางคนที่ทรงอารมณ์มีอารมณ์แนบในอารมณ์พระกรรมฐานก็มีสติทันหมดแทบทุกครั้ง  ถ้าทุกครั้งเลยก็เป็นพระอรหันต์  ถ้าแทบทุกครั้งหรือบ่อยมีหลุดน้อยมากก็ถือว่าเราปฏิบัติพื้นฐานเรามาดี  ก้าวหน้า สิ่งสำคัญก็คือคงสภาพคงสภาวะธรรมไว้ พยายามหลุดให้น้อย ถ้าธัมมานุปัสสนาปรากฏตลอดเวลาได้ยิ่งดี  แต่สิ่งสำคัญก็คืออารมณ์จิตเราอย่าหนักอย่าเครียด

                 ตอนนี้ก็ให้เราพิจารณาธรรมอยู่บนพระนิพพานในสภาวะของการเป็นกายพระวิสุทธิเทพ  ให้เราพิจารณาดูว่าเมื่อไหร่ที่เราพิจารณาธรรมในสภาวะที่เรายกอทิสมานกายมาเป็นกายพระวิสุทธิเทพบนพระนิพพาน  เราจะพิจารณาธรรมะได้แตกฉาน ปล่อยวางได้คล่อง ปล่อยวางได้ง่าย ปล่อยวางได้ลึก แต่ถ้าเราจิตอยู่นอกฌาน นอกสมาธิไม่ได้ยกขึ้นมาบนพระนิพพานเวลากระทบแล้วมันรู้สึก มันรู้สึกกระทบ มันรู้สึกเจ็บ มันรู้สึกปวดใจมันรู้สึกเร่าร้อน มันดับไม่ทัน อันนี้วิธีแก้ให้เราจำนะ เราปฏิบัติธรรมแล้วเราต้องสามารถรักษาแผลใจของเราได้  คำว่าแผลใจนั้นก็คือสิ่งที่มันกระทบใจ เครื่องแก้ก็คือธรรมโอสถ  ธรรมโอสถก็คือการใช้ธรรมะเข้ามาเยียวยา เยียวยาจิตของเรา  สิ่งแรกก็คือสำหรับคนที่ได้มโนมยิทธิ พอกระทบโดนเข้าแล้วพอรู้สึกทุกข์ รู้สึกเร่าร้อน รู้สึกโกรธ รู้สึกมีปฏิฆะเราก็ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน  อันที่จริงการที่เราได้มโนมยิทธิสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งแม้แต่หลวงพ่อฤาษีหลวงพ่อพระราชพรหมยานท่านก็ทำเป็นปกตินั่นก็คือ  เกิดเวทนาทางกายร่างกายมันเกิดเวทนากล้า ท่านก็ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน  เจออารมณ์กระทบสิ่งใด ท่านก็ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน   ดังนั้นอันที่จริงการที่เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานตลอดมันไม่ใช่หนี แต่ก็คือเรายกขึ้นมาให้จิตเราเป็นจิตของพระอรหันต์ชั่วคราว  จำไว้ว่าเมื่อไหร่ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานสภาวะชั่วขณะนั้นก็คือเราทรงสภาวะจิตแห่งพระอรหันต์  จิตมันไม่ได้อยู่ในภพอื่นภูมิใด จิตเราพ้นจากอาสวกิเลสในขณะนั้น ดังนั้นเราก็ตัดโดยที่เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน  กำกับว่าถ้าหากเราถูกเขากระทบจนรู้สึกทุกข์มากเรายกจิตขึ้นมาพระนิพพานแล้วถ้าเราตายเราก็นิพพานเลยคิดอย่างนี้ไว้เสมอ  เจ็บไข้ได้ป่วยจะผ่าตัดเรายกกายทิพย์ขึ้นมาบนพระนิพพาน กำหนดกำกับในมรณานุสติว่าถ้าเราป่วยแล้วตายเราก็ขึ้นมาบนพระนิพพานเลย  เข้าห้องผ่าตัด การผ่าตัดไม่สำเร็จตายก็ไปพระนิพพานเลย ความคิดอารมณ์จิตเราอยู่เพียงแค่นี้พอ ไม่ต้องไปคิดให้มันยากมาก 

                 แต่คราวนี้หากเราพิจารณาถอดถอนกิเลสจากใจ เราก็ใช้ธรรมโอสถพิจารณาประกอบต่อไปอีก ถ้าหากเราโกรธเราจะใช้ธรรมข้อใดมา  ธรรมที่เป็นเครื่องแก้ในเรื่องของโทสะความโกรธก็คือ  ความเมตตา

  • ก็คือความเมตตา พิจารณาในเรื่องเมตตา
  • ธรรมโอสถที่พิจารณาก็คือ ใช้ญาณเครื่องรู้พิจารณาในเรื่องของกรรม เวลาพิจารณาในเรื่องของกรรม

จำไว้หลักของพระพุทธศาสนาก็คือเบื้องต้น ท่ามกลาง และก็ที่สุด คำว่าเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด มันใช้ในทุกสถานการณ์ ธรรมะงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด   ในเรื่องของกรรมเราก็พิจารณาคือ ต้นก็คืออดีตชาติทำเหตุสิ่งใดที่เป็นกรรมมา  ท่ามกลางก็คือกรรมในปัจจุบัน  ปัจจุบันที่ทำ ปัจจุบันที่เกิดผลที่ถูกกระทบ  และที่สุดก็คือสิ่งที่เป็นกรรมที่มันจะส่งผลต่อไปในอนาคต  ดังนั้นเมื่อพิจารณาในเรื่องของกรรมก็พิจารณาไป ๓ ส่วน อันนี้มันจะยากขึ้นมานิดนึงเหมาะสำหรับคนที่ญาณเครื่องรู้ มีความคล่องตัวชัดเจน   ถ้าเครื่องรู้ในเรื่องของกรรมในอดีตชาติ กรรมในปัจจุบัน  กรรมในอนาคตก็คือส่งผลอย่างไรในเรื่องของกรรม เวลาเราใช้การพิจารณาเรื่องกรรม กรรมนั้นเวลาพิจารณามันง่าย คำว่าง่ายก็คือพิจารณาได้ว่ามันเป็นกรรมแล้วปล่อยวาง  กรรมนี้เราเคยทำมาเช่นนี้รู้แล้วก็ปล่อยวางแล้วก็เป็นอโหสิกรรม  พอเข้าใจว่ากรรมทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของกรรม  มาครองคู่กันก็เพราะว่าเป็นกรรมเคยสร้างบุญสร้างกุศลกันมา โกรธเกลียดกันก็เพราะว่าเคยผูกอาฆาตกันมา เคยเบียดเบียนกันมาเคยกระทบกันมา 

                 ดังนั้นวิธีตัดกรรมก็คือตัดด้วยอโหสิกรรม ตัดให้เป็นโมฆะกรรม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่หากเราเข้าใจเรื่องกรรมเราก็จะปล่อยวางได้ง่าย  นอกเหนือจากการที่เราปล่อยวางได้ง่าย  สิ่งสำคัญก็คือทำให้เราเกิดปัญญา เกิดปัญญามากกว่าคนปกติ  คำถามที่เมื่อก่อนเราชอบถามว่าทำไมเขาเป็นแบบนั้น ทำไมเขาเป็นแบบนี้ ทำไมเขาคิดไม่ได้ ทำไมเขาทรยศหักหลังเรา  พอเราย้อนกลับไปดูกรรมไปรู้เหตุไปรู้ผลไปรู้ต้นไปรู้ปลายได้ครบ  มันก็หมดคำถามว่าทำไมเขาทำแบบนี้ มันก็มีแต่วิชชาคือความรู้ขึ้นมาในจิตว่าอ๋อมันก็เป็นแบบนี้  วิชาขั้นลึกจากการรู้เรื่องกรรมที่สุดก็คือวิปัสสนาญาณที่เนื่องมาจากเรื่องกฎของกรรม ผลของกรรม  ถ้าอยากจะไม่เจอกรรมแบบนี้เราก็ไปพระนิพพาน ไปพระนิพพานกรรมทั้งหลายก็กลายเป็นโมฆะกรรม  และดูให้ดีเราดูต่อไปอีกว่าโอ้เรามีกรรมที่รอต้องรับ  รอต้องใช้ รอต้องพบในแต่ละชาติภพต่อไปอีกเยอะแค่ไหน เอาเรื่องแค่รู้เรื่องกรรม เข้าใจเรื่องกรรมมันก็ทำให้เราตัดไม่อยากเกิดได้ เราตัดจะไปนิพพานก็เพราะอารมณ์อีกอารมณ์นึงก็คือ  เห็นทุกข์ที่เราจะต้องรับจากผลของกรรมที่เราเคยทำ  อันนี้แหละที่เป็นเรื่องที่ทำให้เราเกิดปัญญา เกิดนิพพิทาญาณ เกิดความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ เพราะต้องมามัวชดใช้กรรม  ดังนั้นกรรมนั้นเมื่อเรารู้เข้าใจมันก็ยิ่งทำให้เราปล่อยวางได้    

                  ธรรมโอสถต่อไปที่เราจะใช้ในเรื่องของโทสะ นอกเหนือจากเมตตาพรหมวิหาร ๔ สิ่งต่อไปก็คือ กสิณ เพราะกสิณทำให้ใจของเรานั้นมันมีความเพลิดเพลิน  กสิณถ้าหากจะดับร้อนจากโทสะความโกรธ  เราอย่าไปฝึกกสินไฟ กสิณไฟยิ่งเร่งความร้อน ถ้าจิตเราเป็นคนที่เป็นเจ้าโทสะมีความเร่าร้อนของความโกรธเผาใจอยู่  ยิ่งไปฝึกกสินไฟไฟนั้นมันมีธรรมชาติตัวนึงก็คือความเร่าร้อน  ธรรมชาติที่สำคัญอีกตัวก็คือการเผาการทำลาย  ดังนั้นเวลาที่เราฝึกอารมณ์จิตในขณะที่เรามีโทสะเราฝึกกสินไฟอารมณ์มันก็จะไปฉุกให้เราอยากใช้ความเร่าร้อนของเปลวไฟนั้นไปทำลายคนที่เราเกลียดชัง แต่สุดท้ายหากเราเจริญพระกรรมฐานแล้วไปทำแบบนั้นมีความเครียดแค้นมีความโกรธแค้นจะทำลายล้าง มันก็กลายเป็นว่าจิตเราถูกธาตุไฟเข้าแทรก ความเร่าร้อนอารมณ์การแผดเผามันกลับมาเผาใจเผาธาตุเผากายสังขารของตัวเราเอง  ดังนั้นถ้ายิ่งร้อนก็ต้องดับด้วยกสิณน้ำ  คือมีความเย็นมีความชุ่มฉ่ำ เวลานึกถึงกสิณน้ำ ถ้าให้เกิดผลควบกับเมตตาก็ให้เรานึกภาพว่าน้ำที่เรานึกเป็นน้ำที่ถูกรินประดุจการที่เราหยาดน้ำกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล นึกถึงหยาดน้ำที่เรากรวดน้ำ เวลาที่ฝึกสิณน้ำ มันก็ควบการเจริญมุทิตาจิต เป็นการควบเมตตาเป็นการควบพรหมวิหาร ๔ ดับร้อนในจิตหรือเมื่อไหร่ที่ใจของเรามีโทสะขึ้น ก็นึกภาพว่ากระแสน้ำที่เราสร้างสมเพาะบ่มจากการทำบุญกรวดน้ำ ไม่ต้องไปรินรดที่ไหน ให้ภาพน้ำหยาด น้ำกรวดที่เราอุทิศส่วนกุศลผลบุญจากการสร้างกุศล รินหยาดลงสู่จิตของเราเอง  เป็นการเมตตาตัวเรา เป็นการดับโทสะในจิตของเรา จนจิตของเราชุ่มฉ่ำสงบเย็น ว่าแล้วตอนนี้ก็ให้เราทำเลยนะ  กำหนดเห็นน้ำหยาดจากบุญอันไม่มีประมาณที่เราสร้างสะสมไว้หลายภพชาติหลายครั้ง หยาดลงสู่จิต  จิตเรายิ่งใสเป็นเพชรระยิบระยับ จิตเราสัมผัสได้ถึงความชุ่มเย็นของกระแสน้ำแห่งบุญกุศล  กำหนดนะตอนนี้ทำตาม  ขอกระแสความเย็นแห่งกสิณน้ำแห่งบุญกุศลที่หยาดกรวดหยดอุทิศเมตตาต่อจิตของข้าพเจ้าเอง  ขอจงดับความพยาบาททั้งปวงสิ้นจากจิต  ดับเชื้อความโกรธทั้งหลายสิ้นจากจิต  ดับเชื้อความหงุดหงิดปฏิฆะทั้งหลายสิ้นจากจิต   ขอจิตข้าพเจ้าจงมีแต่ความชุ่มเย็นชุ่มฉ่ำ กระแสความชุ่มเย็นชุ่มฉ่ำจากจิตจงแผ่กระจายสว่างเป็นกระแสเมตตา เป็นกระแสแห่งความกรุณา เป็นกระแสแห่งมุทิตา เป็นกระแสแห่งอุเบกขา  จิตข้าพเจ้าชุ่มเย็นอย่างยิ่งจนรู้สึกว่ามีหยาตน้ำในหัวใจ มีหยาดน้ำเย็นๆในจิตแผ่กระแสกสิณน้ำดับโทสะและก็ขอให้เมื่อไหร่ก็ตามเกิดปฏิฆะจิตขึ้นมา  ก็ขอให้ข้าพเจ้าสามารถใช้กสิณน้ำแห่งบุญกุศล น้ำกรวดหยาต  รินรดดับทุกข์ ดับความโทสะ ดับความโกรธในจิตข้าพเจ้าได้ทุกครั้งด้วยเทอญ  ใจเราผ่องใสสว่าง กายพระวิสุทธิเทพตอนนี้ให้สว่างที่สุดชุ่มเย็นเป็นสุขที่สุด

                  กำหนดต่อไปนะในเรื่องของธรรมโอสถ เวลาที่มีความโลภความอยากก็ให้เรารำลึกนึกถึงเมตตานึกถึงความสุขจากการให้  เวลาที่เราให้ทานนั้นมันมีหลายชั้นของผลอานิสงส์  ทานที่เราให้โดยมีจิตหมายมาตปรารถนาในอานิสงส์คือปรารถนาในบุญ ปรารถนาในความคล่องตัว ให้ทานแล้วจิตเราเป็นสุข มันก็เป็นบุญในระดับหนึ่ง ให้ทานโดยปรารถนาในความเมตตาหวังดีก็เป็นทานที่เจือด้วยกระแสแห่งพรหม เมื่อสักครู่ให้โดยปรารถนาในอานิสงส์ก็เป็นทานอันเจือไปด้วยผลด้วยกระแสแห่งความเป็นทิพย์ของอากาศเทวดา  ให้ทานด้วยความเมตตาก็เป็นกระแสของพรหมคือเมตตาความปรารถนาดีความหวังดี  พอการให้ทานโดยกระแส โดยมีจิตปรารถนาสละตัดความตระหนี่ถี่เหนียว สละความยึดมั่นถือมั่นความโลภความหวงความเกาะในทรัพย์สินเงินทองทั้งหลาย  อันนี้ก็เป็นทานอันเจือไปด้วยกระแสของพระนิพพานคือเป็นไปเพื่อตัดกิเลสคือความโลภเป็นหลัก  ดังนั้นจิตของเรานั้นเมื่อเราเข้าใจอารมณ์เราก็สามารถปรับคลื่นปรับกระแสจิตให้เกิดผลสูงสุดตามที่เราตั้งใจไว้ได้  ดังนั้นวิธีเวลาที่เราตัดความโลภเราก็อธิษฐานทุกครั้งที่เราทำทาน เราก็ตั้งใจว่าการทำทานนั้นขอจงเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพาน  คือเป็นไปเพื่อการตัดความโลภและทานนั้นก็ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา บูชาคุณพระรัตนตรัย   ถ้าเราทำเช่นนี้อธิษฐานเช่นนี้ไว้ จิตเราเวลาที่ถวายทานก็ตัดความโลภไปด้วย  ใจเราก็สะอาดผลอานิสงส์ก็มีความบริสุทธิ์เกิดบุญสูงอานิสงส์สูง นิพพานังปัจจะโยโหตุ ขอบุญนี้ขอทานนี้จงเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพาน  เราทำแบบนี้เป็นปกติคือทรงอารมณ์สูงสุด  อันนี้ก็เป็นธรรมโอสถที่ตัดความโลภ

                  ส่วนการตัดความหลง ธรรมโอสถก็คือการพิจารณาคือเจริญวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาญาณก็มีตั้งแต่สิ่งสำคัญก็คือการตัดกายตัดขันธ์ ๕ ร่างกาย  การตัดขันธ์ ๕ ร่างกายก็มีตั้งแต่การพิจารณาในนวสีทั้ง ๙ ก็คือพิจารณาในเรื่องของอสุภกรรมฐาน  โดยรวมก็มีทั้งหมดการพิจารณาซากศพ พิจารณาความตายมรณานุสติ การพิจารณาขันธ์๕ ในสภาวะที่เป็นอาการ ๓๒  การพิจารณาขันธ์ ๕ ในสภาวะที่กายขันธ์ ๕ นี้ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟการพิจารณาตัดร่างกายขันธ์ ๕ ในฐานะที่ร่างกายขันธ์ ๕ นี้เป็นรังของโรคคือเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ  พิจารณาเช่นนี้ก็เป็นการตัดในเรื่องของอวิชชาความหลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลงในขันธ์ ๕ ร่างกาย หลงในขันธ์ ๕ ร่างกายไม่พอ ขั้นต่อไปที่สูงขึ้นก็คือหลงในชาติในภพ หลงเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ  หลงในเบญจกามคุณ ๕  สิ่งต่างๆเหล่านี้เราจะละอวิชชาคือดับอวิชชาได้ก็ต้องโดยการเจริญปัญญาในวิปัสสนาญาณ   เราเจริญวิปัสสนาญาณมากแค่ไหน ฟังเพลงเราฟังเนื้อเพลงแล้วเราพิจารณาด้วยธรรมะ เห็นความหลงเห็นชาติภพเห็นผลลัพธ์เห็นความทุกข์จากการเว้าวอนพร่ำเพ้อผิดหวังในความรัก มันก็เป็นวิปัสสนาญาณ ดูหนังดูละครเห็นความโลภโกรธหลง  เห็นผลของกรรมมันก็เป็นวิปัสสนาญาณได้  สิ่งสำคัญที่สุดคือสติเราต้องกำกับในการกระทบไว้   ดูหนังดูละครดูเหตุการณ์ชาติบ้านเมืองที่เกิดขึ้นเราก็เห็นความโลภโกรธหลง เห็นความโลภทำลายบ้านเมือง เห็นความโลภว่ามีเท่าไหร่ก็ไม่พอ พิจารณาให้ลึกซึ้งว่ากิเลสนั้นมันเหมือนกับหลุมที่มันถมไม่มีวันเต็ม ใส่สิ่งที่มันอยากปรารถนาให้เราหามาปรนเปรอร่างกายขันธ์ ๕  มาปรนเปรอชีวิต  หาสิ่งนี้เราก็ต้องหาสิ่งต่อไปหาเพิ่มต่อไปเรื่อยๆไม่มีวันที่สิ้นสุด  หาไม่พอต่อไปก็ต้องมาเกิดใหม่หาเพิ่มเพราะความยึดติดความอยากความปรารถนา  ทรัพย์สินทั้งหลาย ทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งหมดทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติของโลก เราแค่สมมติขอยืมใช้เฉพาะในชาตินี้  แม้แต่ธาตุ ๔ ในร่างกายเราก็ยืมธาตุมาจากโลก เรายืมธาตุน้ำ เรายืมธาตุลม เรายืมธาตุดิน เรายืมธาตุไฟ ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราเลยแม้แต่น้อย

                 พิจารณาจนจิตมันปล่อยวาง  พิจารณาจนกระทั่งจิตมันเห็นจริงตามความเป็นจริงตามกฎไตรลักษณ์ ตามสภาวะความเป็นจริง  เราไปยึดมั่นถือมั่นว่าเราเป็นเจ้าของบ้าน เป็นเจ้าของที่ดิน เป็นเจ้าของสินทรัพย์ เป็นเจ้าของร่างกายนี้ หรือแม้แต่บางคนมีอวิชชาแรงกล้าก็ไปคิดว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตคนอื่น ไปเป็นเจ้าของชีวิตของแฟนของคนรักของสามีภรรยา ไปยึดว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตของลูกของเราเอง อวิชชามันก็พาให้เราไปยึดมั่นถือมั่นให้เราไปหลง  ให้เราไปยึด ให้เราไปเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องนั้นเรื่องนี้  กำหนดพิจารณาปล่อยวาง  กำหนดพิจารณาเห็นธรรมตามสภาวะความเป็นจริง ปล่อยวางจากจิตให้มากที่สุดทำความรู้สึกว่าสิ่งที่มันเก็บ ที่มันกักไว้ ที่มันยึดมั่นถือมั่น มันหลุดร่วงหลุดร่อนออกจากจิตของเรา ถอดถอนออกจากจิตจากใจของเรา ความยึดมั่นถือมั่นถอดถอนจากจิตของข้าพเจ้า ความปรารถนาความอยากถอดถอนออกจากจิตของข้าพเจ้า คลายจากเครื่องร้อยรัดใจ คลายจากเครื่องผูกสังโยชน์ทั้ง ๑๐  พันธนาการที่ผูกรัดมัดตรึงเราไว้มาหลายชาติภพเป็นอนันตชาติ  ค่อยๆคลายตัวลงจากที่รัดมัดแน่นหนาจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้   จนคิดอ่านสิ่งใดไม่ได้ มันค่อยๆคลายตัวคลายออกจากจิต  จนจิตเรามีสติ มีปัญญาพิจารณาให้มันถอดถอนคลายตัวออกไปอีก หลวมออกไปอีก  กำหนดพิจารณาปล่อยวางทุกสรรพสิ่ง เห็นทุกสรรพสิ่งเป็นอุเบกขาเห็นห้วงแห่งจักรวาลที่เป็นวัฏฏะหมุนเวียน มองพิจารณาในสภาวะจากจิตที่พ้นเป็นโลกอุดร พ้นจากโลก พ้นจากวัฏฏะ พ้นจากวัฏสงสาร เห็นกลไกความยึดมั่นถือมั่นการเวียนว่ายตายเกิดที่ไม่จบสิ้น  จิตเราถอดถอนแยกออกจากสังสารวัฏ ออกจากวงจร กำหนดจิตทรงสภาวะบนพระนิพพานให้สว่างชัดเจนที่สุด  อโหสิกรรมให้กับบรรดาสรรพสัตว์  ให้กับทุกท่านที่เคยเบียดเบียน ขอขมาขออภัยทานให้กับบรรดาสรรพสัตว์ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร กำหนดสลายล้างตัดกรรมเป็นโมฆะกรรม เลิกอาฆาตพยาบาทจองเวรทั้งปวง  กำหนดน้อมจิตตั้งใจที่จะละเว้น ละเมิดในศีลทั้งหลาย  ตั้งใจที่จะเป็นผู้ที่ไม่มีการเบียดเบียน เบียดเบียนให้น้อยที่สุด กระทบด้านลบต่อผู้อื่นให้น้อยที่สุด อภัยให้ได้ง่ายให้บ่อยที่สุด ปล่อยวางให้ได้ง่ายเร็วที่สุด  ใจเราเบาใจเราสว่างใจเราสูง จิตผ่องใสอย่างยิ่ง ปล่อยวางอย่างยิ่ง 

                 จากนั้นกำหนดจิตน้อมกราบสมเด็จองค์ปฐมและทุกท่านท่ามกลางมหาสมาคมบนพระนิพพาน  อธิษฐานจิตน้อมกระแสจากพระนิพพานลงมาแผ่เมตตาอันไม่มีประมาณ ลงมายังสังสารวัฏ แผ่เมตตาลงมานับตั้งแต่ทุกดวงจิตที่เสวยผลบุญอยู่บนอรูปพรหมทั้ง ๔  น้อมกระแสเมตตาน้อมกระแสพระนิพพานน้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมายังทุกท่านผู้เข้าถึงความเป็นพรหมบนพรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น น้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมายังอากาศเทวดาทั้ง๖ ชั้น น้อมกระแสบุญกุศลกระแสจากพระนิพพานลงมายังรุกขเทวดา ภุมเทวดาทั่วอนันตจักรวาล น้อมกระแสบุญกุศลต่อมายังภพที่เป็นภพที่เป็นภพกลาง ภพที่เป็นของหยาบ ภพที่มีรูปมีขันธ์ ๕ กายเนื้อ แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ มนุษย์และสัตว์ที่มีกายหยาบขันธ์ ๕ ทั่วอนันตจักรวาล ทุกดวงดาวทุกกาแล็กซี่ทุกเอกภพ แผ่เมตตาให้กับบรรดาดวงจิตที่เป็นโอปปาติกะสัมภเวสี ผู้ที่หลงอยู่ในภพในภูมิทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับบรรดาดวงจิตดวงวิญญาณที่หลงอยู่ในมิติในจักรวาลในภพที่ทับซ้อนในจักรวาลคู่ขนาน  แผ่เมตตาให้กับบรรดาสรรพสัตว์ที่เสวยวิบากเป็นเปรตเป็นอสูรกายมีความหิวโหยมีความเร่าร้อนมีความทุกข์มีความทรมานมีความมืดบอดอวิชชาปิดบัง  แผ่เมตตาให้กับบรรดาสัตว์นรกทั้งหลายทั่วทุกขุม  จากนั้นอธิษฐานอาราธนาสมเด็จองค์ปฐมปรากฏทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลก แผ่เมตตาทั้ง ๓ ภพภูมิสว่าง เปิด ๓ ภพเปิด ๓ แดนโลกธาตุ แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ ให้จิตเราน้อมโมทนาสาธุกับพุทธบารมีเปิดโลก เปิด ๓ ภพภูมินี้   ขอสรรพสัตว์จงพ้นจากความทุกข์ ขอสรรพสัตว์จงพ้นภัยจากวัฏสงสาร ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงพบกับพระนิพพานอันเป็นเอกันตบรมสุขด้วยเทอญ

                  จากนั้นกำหนดน้อมจิตน้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมโลกคลุมจักรวาล ขอจงเกิดความสุขสงบสันติ ขอกระแสบุญจงดับล้างสลายภัยพิบัติทั้งปวง ขอบุญกุศลทั้งหลายจงปรากฏคลุมคุ้มครองประเทศไทยดินแดนสุวรรณภูมิ  ดินแดนที่จารึกพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตราบ ๕๐๐๐ ปี  ขอกระแสบุญกระแสธรรมจงเชื่อมโยงกระแสของปวงชนทั้งหลายให้เกิดความสามัคคีความรัก ความรู้ตื่นขึ้นในความผิดชอบชั่วดี บุญกุศล รู้ผิดรู้ถูก รู้เหตุรู้ผล รู้ดีรู้ชั่ว  ขอจงตาสว่างพ้นจากสภาวะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว รู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว รู้จักคนพาล รู้จักบัณฑิต รู้จักคน รู้จักคบบุคคลอันเป็นกัลยาณมิตรและก็ขอให้คนพาลทั้งหลายจงพ้นออกไป คนมิจฉาทิฐิทั้งหลายจงพ้นออกไป คนสอดเสียดใส่ร้ายนินทาต่อว่า  ขอบุคคลทั้งหลายที่เป็นพาลชนจงพ้นออกไปจากชีวิตข้าพเจ้าทุกคนด้วยเทอญ  จากนั้นอธิษฐานขอกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมคุ้มครองวัดวาอารามทั้งหลาย  คุ้มครองพระพุทธศาสนา ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ วัดวาอารามสถานที่ปฏิบัติธรรม พระพุทธรูปทุกๆพระองค์ พระธาตุพระมหาธาตุเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุ พระอัฐิธาตุพระอรหันตธาตุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเครื่องรางของขลัง พระเครื่องวัตถุมงคล ขอจงสลายล้างสิ่งที่เป็นอวิชชา สิ่งที่เป็นมนต์ดำคุณไสยจงสลายล้างออกไปจนหมด 

                 ขออาราธนากระแสพุทธานุภาพจากพระนิพพานลงมา  ขอจงมีแต่กำลังพุทธานุภาพพุทธคุณอันบริสุทธิ์ ขอจงมีแต่พุทธานุภาพพุทธคุณอันบริสุทธิ์  ขอจงมีแต่พุทธานุภาพพุทธคุณอันบริสุทธิ์ ขอจงมีแต่ธรรมานุภาพธรรมคุณอันบริสุทธิ์  ขอจงมีแต่ธรรมานุภาพธรรมคุณอันบริสุทธิ์ ขอจงมีแต่ธรรมานุภาพธรรมคุณอันบริสุทธิ์ ขอจงมีแต่สังฆานุภาพแห่งพระอริยสงฆ์อันบริสุทธิ์ ขอจงมีแต่สังฆานุภาพพระอริยสงฆ์อันบริสุทธิ์ ขอจงมีแต่สังฆานุภาพพระอริยสงฆ์อันบริสุทธิ์ ขอจงสถิตรักษาในเขตแห่งพระพุทธศาสนาด้วยเทอญ   จากนั้นตั้งจิตอาราธนากระแสบุญกุศล กระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอจงปรากฏพระบารมีแผ่ปกไพศาลปรากฏยุคแห่งชาววิไลด้วยกำลังแห่งพระมหาบุญญาธิการ  และขอให้บุญกุศลจงส่งผลถึงพระสยามเทวาธิราช ขอส่งผลถึงเทวดาผู้พิทักษ์รักษาพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรพระราชบัลลังก์ เทวดาผู้รักษาอภิบาลในเขตพระราชฐานในพระตำหนักในพระราชวังทุกแห่ง ขอกระแสบุญนี้จงน้อมส่งผลถึงดวงพระวิญญาณแห่งบูรพกษัตราธิราชเจ้าทุกๆพระองค์ทุกราชวงศ์ รวมไปถึงดวงวิญญาณแห่งบรรพบุรุษผู้ปกปักรักษาชาติบ้านเมืองทุกท่าน ทหารกล้าทหารหาญที่ปกปักรักษาชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ขอจงเกิดบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพพฤทธิ์เต็มกำลังด้วยเทอญ  จากนั้นอธิษฐานจิตนะ ขอบุญกุศลขออุดมมงคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องในโอกาสที่กำลังจะเข้าสู่เทศกาลตรุษ ขอเทพเจ้าทั้งหลายท่านทั้งหลายที่เป็นบรรพบุรุษในเชื้อสายเชื้อชาติของข้าพเจ้า  เซียนทั้งหลาย  ขอจงประสิทธิ์ประสาทอำนวยอวยพร ขอจงดลบันดาลให้ตราบที่มีชีวิตข้าพเจ้า จงพ้นจากวิบากอุปสรรคภยันตรายทั้งปวง  มีเทพมีเซียนรักษาเทวดาคุ้มครอง

                  จากนั้นกำหนดจิตนะ อาราธนากระแสจากพระนิพพาน  เราใช้กายพระวิสุทธิเทพกราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์และก็อธิษฐานขอให้ภาพครูบาอาจารย์พระอริยเจ้าพระอริยสงฆ์เมตตาปรากฏ   วันนี้ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอริยสงฆ์ท่านเมตตามาสงเคราะห์มากเป็นพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตั้งแต่เริ่มต้นพระกรรมฐาน ท่านก็มาปรากฏให้เห็น  ให้เรากำหนดนะเชื่อมกระแสกับท่าน  เชื่อมจิตกับท่าน เชื่อมกายทิพย์กับท่าน ขอให้ครูบาอาจารย์พระอริยสงฆ์ที่เป็นพระสุปฏิปันโนเมตตาคุ้มครองรักษาสั่งสอน เมตตาให้ธรรมให้สติกับข้าพเจ้าด้วยเถิด  จากนั้นกราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน กราบลาพระอริยสงฆ์ที่ท่านมาสงเคราะห์ครูบาอาจารย์ กราบลาท่านผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือคุ้มครอง   จากนั้นพุ่งจิตกลับลงมาบนโลกมนุษย์พร้อมกับน้อมกระแสพระนิพพานลงมาเป็นลำ ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์กระแสลำแสงกระแสบุญจากพระนิพพานชำระล้างฟอกธาตุขันธ์ ผมขนและฟันหนังกลายเป็นแก้วกลายเป็นเพชรประกายพรึก  โครงกระดูกหลอดเลือดเส้นเอ็นกลายเป็นแก้วประกายพรึก กลายเป็นธาตุธรรม อาการทั้ง ๓๒  เซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วน ธาตุทั้ง๔ ดินน้ำลมไฟในกายกลายเป็นเพชรกลายเป็นแก้วประกายพรึก   จากนั้นกำหนดจิตขอบารมีบุญกุศลที่ทำมาทั้งหมด ขอจงเปิดสายบุญสายสมบัติรับวันตรุษ บุญกุศลจงเปลี่ยนเป็นมนุษย์สมบัติอันจับต้องได้ ความคล่องตัวจงปรากฏ ทรัพย์สินเงินทองโชติลาภวาสนาจงปรากฏ อายุวรรณะราศี บุญญฤทธิ์จงปรากฏ อภิญญาสมาบัติกระแสธรรมกระแสมรรคผลจงปรากฏ กายวาจาใจจงเกิดปรากฏในความเป็นอุดมงคล ขอสิ่งที่เป็นอกุศล ขอสิ่งที่เป็นวิบาก ขอสิ่งที่เป็นบาปเคราะห์ ขอสิ่งที่ชงที่สกัดขัดขวางจงสลายตัวไปด้วยกำลังแห่งบุญญฤทธิ์ ด้วยกำลังแห่งบุญพระกรรมฐานที่ข้าพเจ้าพากเพียรปฏิบัติเปลี่ยนดวง ยกชะตาด้วยกำลังบุญหนุนนำณกาลบัดเดี๋ยวนี้ด้วยเทอญ  ขอบุญกรรมฐาน บุญกรรมฐานเต็มกำลังจงยกชะตา ยกชีวิตให้พ้นจากวิบากอุปสรรคทั้งปวงด้วยเทอญ บุญเปิดกุศลเปิด ทางเปิด โอกาสเปิด ฟ้าเปิด บุญเปิดเปิดมหาโภคทรัพย์ด้วยเทอญ  กายจิตสว่างผ่องใสนะ กำหนดจิตขอภาคทิพย์จงหลั่งไหลลงมาสู่บ้านสู่เคหสถาน  เทพทั้งหลายเซียนทั้งหลายเมตตาสงเคราะห์  มีแต่สิ่งดีๆเข้ามาสู่ชีวิต จากนั้นให้เรากำหนดจิตนะหายใจเข้าช้าๆลึกๆ ๓ ครั้ง หายใจเข้าพุทออกโธ ช้าลึกยาว ครั้งที่ ๒ ธัมโม หายใจเข้าช้าลึกยาว ครั้งที่ ๓ สังโฆ หายใจเข้าช้าลึกยาว

                 สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคนทั้ง ๖๖ ท่านที่เข้ามาเจริญพระกรรมฐาน วันนี้ก็ถือว่าเปิดบุญเปิดบารมีเนื่องในโอกาสที่กำลังเข้าสู่เทศกาลตรุษจีนไปในตัว แล้วก็มีข้อที่จะฝากไว้เป็นอุทาหรณ์เสริมให้เราได้ฟังกันก็คือในยามที่เราเดินทางไปไหนมาไหนก็ตามเราขับรถไป นั่งรถไป เดินทางไปเวลาที่เราเห็นศพสุนัขบ้างแมวบ้างอยู่ริมถนนก็ให้เราหมั่นแผ่เมตตาสัพเพสัตตาหรือสัพเพพุทธามิตามแต่ที่เราสะดวก  แผ่เมตตากำหนดกระแสบุญเป็นแสงส่งไปถึงหมาแมวที่เขาเสียชีวิตทำให้เป็นปกติทำให้เป็นนิสัยก็เหมือนกับว่าเราแผ่เมตตาเป็นปกติ  อันนี้อาจารย์ก็ทำติดต่อมาเป็นเวลาหลายสิบปีก็เรียกว่า ๓๐ปีนี้ ก็แผ่เมตตาลักษณะนี้มาโดยตลอด  แต่ล่าสุดในทริปเชียงใหม่ก็เพิ่งมีปรากฏการณ์ให้ได้รู้สึกสัมผัสได้ก็คือไปพักที่จังหวัดเชียงใหม่  ในขณะที่นอนหลับกำลังเคลิ้มกำลังตกภวังค์อยู่กำลังจะหลับก็ปรากฏว่าเห็นภาพมีสุนัขมาเลียที่ปากมาเลียที่อกมาเลียหน้าเลียตาด้วยอาการที่มีความสุขอย่างยิ่ง มีอาการเช่นนั้นเราก็แปลกใจว่าปกติมันไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ เราก็กำหนดด้วยญาณเครื่องรู้ดู  ก็ปรากฏว่าที่มานี้ก็เห็นเป็นสุนัขที่มีแซมสีน้ำตาลแต่ขนปกติเป็นสีดำเป็นสุนัขไทยพันธุ์ทางปกติ  มันเลียด้วยความรู้สึกรักรู้สึกดีใจกับเรามาก พอกำหนดดูก็พบว่าเป็นสุนัขที่เราแผ่เมตตาให้ระหว่าง   ทางร้อยวันพันปี  ๓๐ปีไม่เคยมีสุนัขที่ไหนที่เราแผ่บุญให้มาหา ปรากฏว่าเจ้าตัวนี้นี่พอได้รับบุญเสร็จมาหา พอกำหนดรู้ว่าเขามาเพราะเราแผ่เมตตาให้ก็บอกเขาว่าแล้วรับบุญแล้วปรากฏเป็นยังไงบ้าง เขาก็มาปรากฏให้เห็นว่าเป็นเทวดาผู้ชายก็บอกรับบุญแล้วก็กลายเป็นเทวดาบนสวรรค์ อันนี้ลองคิดเอาว่าแผ่เมตตาไป ๓๐ ปี เฉพาะเอาแค่ในทริปที่เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมามีศพหมาศพแมวนี้ไม่ต่ำกว่า ๓๐ ชีวิตอันนี้แค่ทริปเดียวแต่มีแค่ตัวเดียวเท่านั้นที่มาหา ตอนนี้ก็เป็นเทวดา  เสร็จแล้วก็กำหนดจิตคุยกับเขาว่าเป็นเทวดาแล้วคราวนี้ลองช่วยหน่อย ไหนๆเธอก็ดีใจที่ได้รับบุญจากเรา เธอช่วยไปตามเทวดานางฟ้าที่เขามาจากหมาแมวที่เราแผ่เมตตาให้ลองไปช่วยตามมาหน่อย    คราวนี้ปรากฏเป็นทั้งเทวดานางฟ้าคราวนี้จะเรียกว่าฝูงหรือจะเรียกว่าองค์ดี เป็นกลุ่มใหญ่จำนวนมากก็ปรากฏขึ้นพอปรากฏขึ้น ฉะนั้นก็บอกว่าในเมื่อท่านทั้งหลายก็ได้รับบุญจากเรา ก็ขอให้โมทนาบุญทุกครั้งที่เราไปสร้างไปบำเพ็ญไปสร้างกุศลแล้วก็ขอให้ท่านเมตตาสงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือเราคุ้มครองเราด้วย ช่วยโดยไม่ต้องขอ เห็นเรามีภัยเห็นเราเดือดร้อน เห็นเราอันตรายก็ขอให้สงเคราะห์ขอให้ช่วยทันทีไม่ต้องบอก ท่านทั้งหลายก็รับคำเอาเป็นว่าสิ่งที่เราทำนั้นสิ่งที่เราแผ่เมตตาให้กับหมาให้กับแมว ถึงเวลามันมีผล  อันนี้ก็เล่าให้ฟัง   ดังนั้นก็ขอให้เรา สิ่งใดที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ปฏิปทาไหนที่เกิดมีผลแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์เราก็เอาไปทำ แต่สำหรับวันนี้ก็ฝากไว้แต่เพียงเท่านี้   พบกันใหม่สัปดาห์หน้าวันอาทิตย์เราก็ฝึกกรรมฐานกันต่อให้สม่ำเสมอ ส่วนเมตตาสมาธิในครั้งต่อไปก็ขออภัยก็จะจัดในวันอาทิตย์ที่  ๒๒ มีนาคมก็คือเดือนหน้า เดี๋ยวอีกไม่นานก็จะเริ่มประกาศให้ลงทะเบียน พยายามมาฝึกสมาธิด้วยตัวเองให้ได้ สำหรับตอนนี้ก็แจ้งข่าวแต่เพียงเท่านี้   ก็ขอให้เราทุกคนมีความเพียรมีความตั้งใจมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติในการเจริญพระกรรมฐานต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสวดคาถาเงินล้านช่วงนี้ยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะต้องสวดให้หนักขึ้นเพื่อตัวเองเพื่อให้รอดพ้นเพื่อความคล่องตัว ใครที่ขยันตั้งใจสวดสม่ำเสมอก็เป็นผลดีกับตัวเราเอง  สำหรับวันนี้สวัสดี

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : ธรรมฉันทะ

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้